ประเพณีกลองปู่จา

กองปู่จาจังหวัดลำปาง  เป็นการแสดงเพื่อเป็นพุทธบูชาพระรัตนตรัยและพระพุทธเจ้า

หลังจากพระสวดเทศนาธรรมในวันพระ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับองค์ความรู้และศิลปะของแต่ละท้องถิ่น ส่วนมากนิยมตีก๋องปู่จาในช่วงเข้าพรรษาและในวันโกน วันพระ วันสำคัญทางศาสนาในแถบจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย  ระหว่างวันที่ ๖ -๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ จังหวัดลำปาง โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง สภาวัฒนธรรมจังหวัดลำปางได้กำหนดจัดงานมหกรรมก๋องปู่จา จังหวัดลำปาง ครั้งที่ ๕ ประจำปี ๒๕๔๙ เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทยและงานสืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้านภาคเหนือ โดยได้จัดแข่งขันตีก๋องปู่จาแบบอนุรักษ์และร่วมสมัย (พัฒนา) รวมทั้งหมด ๑๓ อำเภอดังนี้ อำเภอเมืองลำปาง อำเภอเกาะคา อำเภอห้างฉัตร  อำเภอแม่ทะ  อำเภอเสริมงาม อำเภอสบปราบ  อำเภอเถิน อำเภอแม่พริก อำเภอแม่เมาะ อำเภองาว  อำเภอ   แจ้ห่ม  อำเภอเมืองปานและอำเภอวังเหนือ วัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดลำปางและจังหวัดใกล้เคียงได้แสดงทักษะความรู้ ความสามารถในการตีก๋องปู่จา เป็นการสืบสาน อนุรักษ์ ฟื้นฟู ส่งเสริมประเพณีการตีก๋องปู่จาให้เป็นงานเทศกาลประจำปีของจังหวัด เป็นการสร้างความรู้จักและกระแสการอนุรักษ์ก๋องปู่จาให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป เพื่อศักยภาพของจังหวัดลำปาง ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวและจังหวัดลำปางเป็นจังหวัดที่สืบสานประเพณีพื้นบ้านภาคเหนือ โดยเฉพาะการตีก๋องปู่จาซึ่งได้ดำเนินการแข่งขันมาแล้ว ๔ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ นับว่าเป็นปีที่ ๕ ณ สวนสาธารณะหนองกระทิง อำเภอเมืองลำปาง นอกจากนี้ยังมีการประกวดขบวนแห่ก๋องปู่จาทั้ง ๑๓ อำเภอ การแสดงพื้นบ้านของ ๑๖ จังหวัดภาคเหนือ การประกวดซอพื้นบ้านและมีการออกร้านจำหน่ายหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล(OTOP) นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี  ในการจัดงานมหกรรมก๋องปู่จาในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนโดย  จังหวัดลำปาง สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง สภาวัฒนธรรมจังหวัดลำปาง องค์การส่วนบริหารจังหวัดลำปาง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัทเบียร์ไทย ๑๙๙๑ องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชนในจังหวัดลำปางและสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยภาคเหนือ เขต ๑  การจัดเก็บข้อมูลดำเนินการโดยการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมแข่งขันและผู้ที่เกี่ยวข้องในแต่ละคณะ

ก ไก่ ในภาษาไทย เทียบอักษรสูงในภาษาไทย คำเมือง อ่านว่า ก๋า คำว่ากลองอ่านว่า “ก๋อง”
บ ใบไม้ ภาษาไทย เทียบอักษรสองหมู่ในภาษาไทย คำเมือง ออกเสียงรัสสะสระเทียบเป็นอักษรสูงบ๋า แต่เมื่อแจกลูกทีฆะสระ - า ออกเสียงบา ( ) เช่นอักษรกลางและอักษรต่ำในภาษาไทย
(บา,คา) แต่ในความหมายบูชา เทียบตัวภาษาบาลีไม่มีหน่วยเสียง บ ใบไม้ ภาษาอักขระคำเมือง เรียกชื่อ
บ ใบไม้ ว่า ปะป้อม ออกเสียง ป บาลี ปูชา ภาษาคำเมืองออกเสียงว่า “ปู่จา”
“กลอง” ในภาษาถิ่นคำเมืองในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย หมายถึง เครื่อง
ดนตรีที่มีลักษณะเป็นกลองกระทบ ที่ขึงด้วยเยื่ออ่าน เช่น หนังสัตว์เป็นต้น ซึ่งต่างจากภาคเกลางที่คำว่า
“กลอง” อาจใช้วัสดุต่างไปจากนี้ได้ เช่น กลองมะโหรีของภาคกลางเป็นกลองโลหะ แต่ทางภาคเหนือ
จะไม่เรียก “กลอง” จะเรียกว่า “ฆ้องกบ”
ก๋องปู่จาหรือที่เรียกกันในภาษากลางว่า กลองบูชาหรือกลองปูจานั้น เป็น ๑ ใน๕ กลองในตำนานประวัติศาสตร์พื้นบ้านภาคเหนือ เป็นกลอง ๒ หน้า เป็นกลองหลวง ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนจักรกล่องหัวใจกลองลงอักขระเรียกว่า ยันต์น้ำเต้า เป็นกลองชุม(มีกลองขนาดต่างๆรวมกัน) มีกลองหลวงพร้อมกลองเล็กสำหรับใช้ไล่เสียงเป็นบริวาร
คำว่า กลองบูชา ภาษาไทยและอักขระวิธีเขียนอักษรธรรมที่ใช้อย่างเดียวกันแต่อ่านออก
เสียงต่างกันที่ว่า “กลองบูชา กับ “ก๋องปู่จา”
กลองบูชา (ก๋องปู่จา) คือ กลองหลวงบูชา ในเรือนกลองมีกล่องเสียง เรือนน้ำเต้าจารึกยันต์คาถาอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นดนตรีชนิดเครื่องกระทบประเภทเครื่องหนัง ใช้ตีบรรเลงด้วยท่อนไม้ หรือค้อนไม้
ตีกลอง 
ก๋องปู่จา เป็นกลองสองหน้าขนาดใหญ่แขวนหรือวางอยู่บนหอกลองหรือศาลาตามวัด
ต่างๆ ในเขตภาคเหนือตอนบน กลองที่มีขนาดใหญ่ชื่อว่า “กลองหลวง” หรือบางท้องที่เรียกว่า “กลองตึ้ง”
นอกจากนี้ยังมีกลองขนาดเล็ก จำนวน ๒ ใบ- ๓ ใบ ผูกไว้ใกล้ ๆ กลองหลวงเพื่อตีสอดแทรกสลับเสียง
กลองหลวงเรียกว่า “กลองลูกตุ๊บ”
ก๋องปู่จา เป็นเครื่องดนตรีประเภทตี เป็นกลองมีลักษณะเป็นกลองสองหน้า ขนาดใหญ่ ตัวกลองใช้ไม้จริง เช่น ไม้สัก ,ไม้ขนุน,ไม้ประดู่,ไม้แดง,ไม้ชิงชัน ขุดเป็นโพรงขึ้นหน้าด้วยหนัง ใช้หมุดไม้หรือภาษาพื้นบ้านเรียกว่าแส้ เป็นตัวขึงหนังหน้ากลองให้ตึง หน้ากว้างประมาณ ๙๐ ซ.ม.ขึ้นไป ยาวประมาณ
๑.๕ เมตร ขนาดไม่แน่นอนแล้วแต่ไม้ที่ทำ ก่อนหุ้มกลองต้องทำการบรรจุหัวใจกลองไว้ข้างในตัวกลอง แล้ว

จึงหุ้มกลองด้วยหนังวัวหรือหนังควาย ใช้น้ำเต้าแห้งลงอักขระโบราณ คาถาเมตตามหานิยม ผ้ายันต์และ
ของมีค่าที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ บรรจุรวมลงไปในน้ำเต้า นำไปแขวนไว้ในตัวกลองใบใหญ่ ส่วนกลองใบเล็กอีก ๓ ใบที่เรียกว่ากลองลูกตุ๊บนั้นทำเหมือนกับกลองใบใหญ่แต่ข้างในตัวกลองไม่มีการบรรจุหัวใจกลอง มีขนาด
หน้าหน้ากว้าง ๑๒ - ๑๘ นิ้ว ความยาวของกลองลูกตุ๊บ ๑๘ - ๒๔ นิ้ว 
ชุดของกลองปู่จา ประกอบด้วยกลองขนาดใหญ่ ๑ ใบ และกลองเล็ก(กลองลูกตุ๊บ) อีก ๓ ใบ กลองลูกตุ๊บใช้วางเรียงซ้อนกันข้างล่าง ๒ ใบ และข้างบน ๑ ใบ วางไว้ทางซ้ายกลองแม่หรือกลองใหญ่ ถ้าเห็นกลองลูกตุ๊บวางซ้อนกันไว้ด้านขวากลองใหญ่จะใช้วิธีการตีอีกแบบหนึ่งเรียกว่า “กลองจัยมงคล”
ความเป็นมา ตำราก๋องปู่จา ของ พระราชคุณาภรณ์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำปาง (กิตติมศักดิ์)ให้จังหวะการ
ตีก๋องปู่จาว่า ต๋ะตุ๋บต๋ะ ทึ่งนั่งตุ๋บบุ้ย ใช้ตีในโอกาสต่างๆ ดังนี้
๑. ตีเรียกประชุม ให้ญาติโยม ชาวบ้านรับทราบหรือนัดหมายเช่นการนำเอาเครื่องไทยธรรมไปถวายร่วมทำบุญงานฉลองหรือตีเป็นสัญญาณ วิธีตีคือ ตีทุ้ม ทุ้ม ทุ้ม รัว ๓ รา (ตีแบบรัว)
๒. ตียามมีเหตุด่วน เหตุร้ายเกิดขึ้น เช่น อัคคีภัย วาตะภัย อุทกภัย เสนาสนะล้มโค่นพัง หรือเสียหายจากภัยอุบัติเหตุต่างๆ ตี ๓ ตั้ง ตีทุ้ม ทุ้ม ทุ้ม ........................
๓. ตีตอนพระภิกษุ สามเณรเทศนาจบ หรือพิธีทางศาสนาเสร็จสิ้นเช่น งานตานก๋วยสลากหรืองานฉลองเสนาสนะงานบุญจบแล้ว เป็นการโมทนาทานวันนั้น หรือที่นิยมกันมากคือในงานเทศน์มหาชาติ หลังจากที่พระภิกษุสามเณรเทศนาธรรมกัณฑ์มหาชาติในธรรมมหาเวสสันดรชาดกจบในแต่ละกัณฑ์ โดยใช้เพลงสุดธรรม ผู้ตี ๒ คน คนหนึ่งตีค้อน อีกคนหนึ่งตีไม้แซะ(ไม้แส้)
๔. ตีบูชาแก้วทังสาม หรือบูชาพระรัตนตรัย มีคนตีก๋องเพิ่มอีก ๒ คน คือ ตีฆ้องและตีฉาบ(สว่า) ตีในวันขึ้นหรือแรม ๗ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ตีเวลาประมาณ สองทุ่มถึงสี่ทุ่ม(เพลงพุทธบูชา) เสียงก๋องปู่จาแก้วทังสามตีเพื่อเป็นการบอกให้ทราบว่าวันรุ่งขึ้นเป็นวันพระหรือวันธรรมสวนะ
กลองบูชาเป็นกลองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งระหว่างวัดกับชุมชนในอดีต ดังนั้น ตั้งแต่เริ่ม
ทำกลองจนกระทั่งนำกลองขึ้นหอกลองจะต้องมีพิธีกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องหลายขั้นตอน ยกตัวอย่างเช่น 
ก่อนหุ้มกลองต้องทำการบรรจุหัวใจกลองไว้ข้างในตัวกลองแล้วจึงหุ้มด้วยหนังวัวหรือหนังควาย หัวใจ
กลองจะประกอบไปด้วยของมีค่า ผ้ายันต์ คาถา บรรจุรวมลงไปในน้ำเต้านำไปแขวนไว้ในตัวกลองหลวง
การตีก๋องปู่จา เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของภาคเหนืออย่างหนึ่ง ซึ่งมักพบเห็นในขบวนแห่หรืองานแสดงศิลปะพื้นบ้านโดยทั่วไป ลีลาในการตีมีลักษณะโลดโผนเร้าใจ มีการใช้อวัยวะหรือส่วนของร่างกายที่ใช้เป็นอาวุธไช้ประกอบในการตีด้วยทำให้การตีก๋องปู่จาเป็นที่ประทับใจของผู้ที่ได้ชม จนเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน นับได้ว่าศิลปะการตีก๋องปู่จาเป็นศิลปะที่นำชื่อเสียงทางด้านวัฒนธรรม
สู่ภาคเหนือไม่น้อย 
ก๋องปู่จาใช้ตีได้หลายโอกาสทั้งในพิธีกรรมทางศาสนาและงานของมวลชน เป็นต้นว่า
เป็นสัญญาณของการทำบุญจะตีประมาณ ๒ – ๓ ทุ่ม ในคืนก่อนวันพระเพื่อเป็นสัญญาณให้ศรัทธาชาวบ้านได้ทราบว่า วันรุ่งขึ้นจะเป็นวันพระ เพื่อสาธุชนจะได้เตรียมตัวหรือเตรียมพร้อมในการปฏิบัติตนให้งดเว้นจากอบายมุข การเบียดเบียนสัตว์ การใช้แรงงานสัตว์กระทำความดีละเว้นความชั่วทำจิตใจให้ผ่องใสและเตรียมไปทำบุญที่วัดในยุคสมัยที่ยังไม่มีนาฬิกา วิทยุ โทรทัศน์ แพร่หลายเช่นทุกวันนี้ เสียงเพลงกลองจากวัดในยามค่ำคืนจึงเป็นได้ทั้งนาฬิกาและความบันเทิงที่สามารถกล่อมชาวบ้านหรือเด็ก ๆ ให้นอนหลับอย่างดีนอกจากนี้ ยังเป็นความบันเทิงสำหรับชายหนุ่มในหมู่บ้านที่มีรสนิยมทางเพลงกลอง จะได้มาชุมนุมฝึกหัดและถ่ายทอดวิชาเพลงกลองจากผู้มีฝีมือหรือผู้มีอาวุโส ตำนานที่เล่าสืบมาและเชื่อว่าอยู่ในธรรม แต่ยังไม่มีใครค้นคว้าลงลึกว่าอยู่ในธรรมบทใด
อาจารย์สักเสริญ(ศักดิ์) รัตนชัย พ่อครูเฉลิม กายสิทธิ์ พ่อครูประเสริฐ สมมุ่ง พ่อแสน ฟูคำ
และพ่อก๋องแก้ว บ้านยางอ้อย อำเภอห้างฉัตร เล่าว่า การทำก๋องปู่จาต้องใช้หนังวัว หนังควายหุ้มหน้ากลอง ซึ่งมีกลองทั้งหมดมี ๔ ใบ แล้วนำไปตั้งบนหอกลองในวัด
ในสมัยก่อนผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ลูกหลานฟังว่า ยักษ์จะมากินคนทุก ๆ ๗ วันพระอินทร์จึงลง
มาช่วยโดยสร้างกลองใบหนึ่งขึ้นมา และสลักคาถาว่า “วะ” เป็นรูปวงกลมไว้ในตัวกลองคราวที่ผู้หญิงนางหนึ่งจะต้องเป็นผู้ที่ถูกยักษ์กิน พระอินทร์จึงเอานางไปซ่อนไว้ภายในกลองคนต่างช่วยกันตีกลองเสียงดัง
กระหึ่มออกมาเป็นคาถา “วะ” มีลักษณะเป็นคลื่นเสียงกระจายออกเป็นวงกลม ยักษ์ทนฟังไม่ได้จึงหนีไป
และไม่มากินคนอีก
พ่อหนานก๋องแก้ว บ้านยางอ้อย อำเภอห้างฉัตร หยิบเอาเรื่องราวจากปั๊บในธรรมมาเล่า
ให้ฟังคล้าย ๆ กัน ผิดแต่ว่า หญิงนางนั้นหนีเข้าไปซ่อนในกลอง หลังจากกลับจากไปวัดกราบพระเพราะ
ถึงคราวที่ตนจะต้องถูกสังเวยแก่ยักษ์ ยักษ์หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ กลับไปพบตุ๊บต๊ะ ปลูกกล้วยพันหวีจึงแบ่ง
ให้ยักษ์กินจนอิ่ม และจากไปโดยไม่กินคน