โครงการเผยแพร่ศิลปและวัฒนธรรม ฟ้อนเจิง

“ฟ้อนเจิง”  เป็นนาฏกรรมที่สะท้อนรูปแบบศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยทางภาค เหนือที่นำเอาเรื่องราวของศิลปะป้องกันตัว  ซึ่งเมื่อครั้งอดีต ผู้ชายชาวล้านนามักจะมีการแสวงหาเรียนรู้ “เจิง” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันภัยให้กับตัวเอง  ด้วยรูปแบบและลีลาท่าทางในการแสดงออกที่มีทั้งความเข้มแข็ง สง่างาม ที่ซ่อนเร้นชั้นเชิงอันเป็นแม่ไม้เฉพาะตน  ซึ่งสลับท่าทาง ไปมา   ฟ้อนเจิงเป็นศิลปะการฟ้อนที่แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิง ลีลาการต่อสู้ อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนไทย มีการต่อสู้ทั้งรุกและรับ  หลอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ประลองไหวพริบปฏิภาณกัน  เอาชนะกันอย่างมีชั้นเชิง  ให้เกียรติซึ่งกันและกัน  ไม่ข่มเหงเอาเปรียบกัน ฟ้อนเจิง  แบ่งออกได้เป็น  ๒  ประเภทใหญ่ๆ (สนั่น  ธรรมธิ, ๒๕๓๗) คือ ฟ้อนเจิงมือเปล่า และฟ้อนเจิงที่ใช้อาวุธ เช่น เจิงหอก เจิงดาบ เจิงไม้ค้อน เป็นต้น

แต่เดิมสามารถพบเห็นการฟ้อนเจิงในงานประเพณีต่างๆ ของภาคเหนือ ซึ่งบรรดาผู้ฟ้อน ได้เดินทางมาพบปะกันในงานทำบุญ  ก็จะฟ้อนกันตามจังหวะกลองที่มีอยู่  หรือสามารถหาได้ในพื้นที่ เช่น กลองแซะ กลองปู่เจ่  กลองไชยมงคล  กลองสิ้งหม้อง  กลองก้นยาว  เป็นต้น “ฟ้อนเจิง” มักจะฟ้อนในงาน “บวชลูกแก้ว” (บวชเณรน้อย) เป็นส่วนใหญ่ มักฟ้อนในหมู่คนสนิทๆ และรู้จักกันเท่านั้น      การฟ้อนเจิงมือเปล่า  ผู้ฟ้อนจะเคลื่อนไหว ยกย้าย อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไปตามท่วงทำนองเพลงของกลอง  โดยแม่ท่าและลวดลายต่างๆ มาจากศิลปะการต่อสู้ เจิงดาบ เจิงหอก ฯลฯ ท่าร่ายรำจะถ่ายทอดกันมาจากบรรพบุรุษและครูผู้สอนที่แตกต่างกันไป แล้วแต่ความคิดและประสบการณ์ของครูแต่ละสำนัก และที่สำคัญศิลปะการต่อสู้ดังกล่าว ถือเป็นการออกกำลังกายประเภทหนึ่ง จนได้รับการเรียกขานว่าเป็น ล้านนาไทเก๊ก ที่สามารถฝึกฝนเพื่อประโยชน์ทางด้านสุขภาพกาย ทั้งยังช่วยสร้างสมดุลให้แก่จิตใจได้เป็นอย่างดี

ฟ้อน "เจิง"และการตบมะผาบ ศิลปะการต่อสู้ล้านนา

ฟ้อนเจิง และการตบมะผาบ   เป็นนาฏกรรมที่สะท้อนรูปแบบศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยทางภาค เหนือที่นำเอาเรื่องราวของศิลปะป้องกันตัว ซึ่งเมื่อครั้งอดีต ผู้ชายชาวล้านนามักจะมีการแสวงหาเรียนรู้ “เจิง” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันภัยให้กับตัวเอง  ด้วยรูปแบบและลีลาท่าทางในการแสดงออกที่มีทั้งความเข้มแข็ง สง่างาม ที่ซ่อนเร้นชั้นเชิงอันเป็นแม่ไม้เฉพาะตน  ซึ่งสลับท่าทาง ไปมา  ยากในการที่จะทำความเข้าใจ

 

ความเป็นมา

การเรียนเจิงนั้น อ.สนั่น  ธรรมธิ ได้กล่าวไว้ว่า ผู้เรียนต้องหามื้อจั๋นวันดี เป็นวันอุดมฤกษ์ ไปขอเรียนกับครูที่มีความสามารถ โดยต้องมีการขึ้นขันตั้งหรือ การจัดเครื่องคารวะ คือกรวยดอกไม้ธูปเทียน พลู หมาก ข้าวเปลือก ข้าวสาร สุรา  ผ้าขาว ผ้าแดง กล้วย อ้อย มะพร้าว และค่าครูตามกำหนด ครูบางท่านอาจเสี่ยงทายโดยให้ผู้จะสมัครเป็นศิษย์นำไก่ไปคนละตัว ครูเจิงคือผู้สอนฟ้อนเจิงจะขีดวงกลมที่ลานบ้านแล้วเชือดคอไก่ และโยนลงในวงนั้น หากไก่ของผู้ใดดิ้นออกไปตายนอกเขตวงกลม ก็คือว่าผีครูไม่อนุญาตให้เรียน หรือครูบางท่านก็อาจมอบมีดคมๆให้ผู้ที่จะมาเรียนคนละเล่ม แล้วพาไปในป่า รกชัฏ เพื่อดูอุปนิสัยของแต่ละคนว่ามีความอดทนมากน้อยแค่ไหน เหมาะที่จะสอนหรือไม่ เป็นต้น มีความเชื่อในหมู่ผู้ฝึกเจิง  ห้ามกระทำในข้อห้ามต่าง ๆ เช่นต้องไม่อวดตนประพฤติอยู่ในศีลในธรรม มิฉะนั้นจะทำให้ความรู้เสี่อมไปได้ เมื่อศิษย์ร่ำเรียนจนจบแล้ว ก็จะทำพิธีปลดขันครู โดยครูจะแบ่งขันครูให้ลูกศิษย์แต่ละคนไปดูแล เมื่อถึงปีใหม่หรือช่วงสงกรานต์ของทุกปี ก็จะจัดขันครูใหม่ทั้งหมดเพื่อทำพิธีไหว้ครูและเลี้ยงผีครู

 

ประเภทของเจิง

ฟ้อนเจิงเป็นศิลปะการฟ้อนที่แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิง ลีลาการต่อสู้ อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนไทย มีการต่อสู้ทั้งรุกและรับ  หลอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ประลองไหวพริบปฏิภาณกัน  เอาชนะกันอย่างมีชั้นเชิง  ให้เกียรติซึ่งกันและกัน  ไม่ข่มเหงเอาเปรียบกัน ฟ้อนเจิง  แบ่งออกได้เป็น  ๒  ประเภทใหญ่ๆ (สนั่น  ธรรมธิ, ๒๕๓๗) คือ

  1. ฟ้อนเจิงมือเปล่า
  2.   ฟ้อนเจิงที่ใช้อาวุธ เช่น เจิงหอก เจิงดาบ เจิงไม้ค้อน เจิงง้าว เจิงลา (ดาบวงพระจันทร์ ) เป็นต้น

ทีนี้ก็จะเข้าสู่ความหมายของคำว่า "เจิง" ซึ่งก็มีความหมายคือ ชั้นเชิงในการต่อสู้นั่นเอง เพราะการออกเสียงของชาวล้านนานั้น ตัว "ช" จะออกเสียงเป็น "จ" เช่น ช้าง เป็น จ๊าง ,ชัก เป็น จั๊ก และก็ เชิง ก็เป็น "เจิง" นั่นเอง เจิง หรือ ชั้นเชิงในการต่อสู้ของชาวล้านนานั้น ก็มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งจะเรียกชื่อตามอาวุธที่ใช้ เจิงมือเปล่า เจิงหอก เจิงดาบ เจิงง้าว เจิงไม้ค้อนสองหัว

          การฟ้อนเจิงนี้ มักดำเนินร่วมกับตบมะผาบ ( ตบแม่ปราบ ตบบ่าผาบ หรือตบขนาบ ) คือการใช้มือทั้งซ้าย – ขวา ตบไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อให้เกิดเสียงดัง อาจจะตบก่อนฟ้อน ระหว่างฟ้อน หรือหลังฟ้อนเสร็จแล้ว การฟ้อนเจิงหรือฟ้อนรำแสดงลีลาประกอบกับการตบไปตามร่างกายดังกล่าวมักเรียกรวมกันว่า ฟ้อนเจิงตบมะผาบ และมักเป็นการเริ่มต้นก่อนที่จะมีการฟ้อนอาวุธ จุดประสงค์การฟ้อนเจิงตบมะผาบ ก็คือ เพื่อเป็นการระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ หรืออาจมีการร่ายคาถาอาคมไปด้วยและ เป็นการข่มขวัญคู่ต่อสู้ให้เกรงกลัวจนขาดความมั่นใจ ครูบางท่านมีเจิงและข่าม(หนังเหนียว) เวลาแกตบบะผาบตอนกลางวัน จะเห็นเป็นควันออกมาทั่วร่างกาย  เวลาตบบะผาบตอนกลางคืนจะเห็นเป็นไฟแลบออกมา เหมือนบอกไฟดอก(ที่เขาจุดกันในเทศกาล)

การฟ้อนตบมะผาบ  เป็นการฟ้อนด้วยมือเปล่าที่ใช้ลีลาท่าทางยั่วเย้าให้คู่ปรปักษ์บันดาลโทสะ  ในสมัยก่อนการรบกันใช้อาวุธสั้น เช่น ดาบ หอก แหลน เข้าโหมรันกัน  โดยเหล่าทหารหาญจะรำดาบเข้าประชันกันเป็นคู่ๆ หรือเป็นพวกๆ ใครมีชั้นเชิงดีก็ชนะ  ด้วยการรำตบมะผาบในท่าทางต่างๆ  โดยถือหลักว่าคนที่มีโทสะจะขาดความยั้งคิด  และเมื่อนั้นย่อมจะเสียเปรียบคนที่ใจเย็นว่า

เมื่อมีการรำตบมะผาบแล้ว  ก็จะมีการฟ้อนเจิงประกอบอีกด้วย  เมื่อเห็นว่ามีความกล้าหาญพอแล้วก็เข้าปะทะกันได้  และการฟ้อนเจิงนั้น อาจจะใช้มือเปล่าได้ในท่าทางต่างๆ ที่ต้องใช้ความรวดเร็วว่องไว  การเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนเป็นการปลุกตัวเองไปก่อนที่จะเริ่มต่อสู้จริงๆ

 

กระบวนท่า หรือแม่ลายฟ้อน

การเริ่มต้นเรียนเชิงนั้นมักจะเริ่มโดยการฝึกย่ำขุมซึ่งมีตั้งแต่ขุม ๓ ขุม ๘ ขุม ๙ ขุม ๑๗ ไปจนถึงขุม ๓๒ การ ฝึกย่ำขุมก็คือการฝึกแผนผังการเดินเท้าให้คล่องแคล่ว สามารถใช้งานในการต่อสู้ป้องกันตัวทั้งรุกและรับได้อย่างฉับไว จากนั้นจึงจะสอนลีลาของมือให้้แม่ท่าการฟ้อนหรือที่เรียกว่าแม่ลายฟ้อนนั้น สามารถแบ่งออกได้ ๒ ประเภท คือ

๑. ชื่อแม่ลายฟ้อนแต่ละท่า ไม่เกี่ยวเนื่องกัน สามารถนำแม่ลายใดมาฟ้อนก่อนหลังก็ได้

แม่ลายฟ้อนกลุ่มนี้เช่น บิดบัวบาน เกี้ยวเกล้า ล้วงใต้เท้ายกแหลก มัดแกบก้องลงวาง เสือลากหางเหล้นรอก เป็นต้น

๒. แม่ลายฟ้อนที่บันทึกไว้เป็นท่าต่อเนื่องกันไป เช่น สางฟ้อน หยุด ลางซ้าย ยกตีนซ้ายเข้าจิ ....

เป็นต้น เมื่อ เรียนการฟ้อนเชิงมือเปล่าได้คล่องแคล่วแล้ว พ่อครูที่สอนก็อาจจะสอนเชิงอื่นๆ

ต่อไป เช่น เชิงดาบ เชิงไม้ค้อน เชิงหอก เมื่อเห็นว่าศิษย์เรียนรู้วิชาจนใช้งานได้แล้ว ก็จะสอนแม่ป็อดหรือ“ป้อด” (ขี้นอยู่กับสำเนียงของแต่ละพื้นที่ ) ให้กระบวนท่าสำคัญสุดยอด คือ “เจิงป้อด” (ออกเสียง “ป้อด” เหมือน “ลอด” นะครับ) โดยครูจะพิจารณาดูว่าศิษย์คนใดมีอุปนิสัยเช่นไรก็จะสอนแม่ป็อดให้ต่างกันไป โดยถือคติว่าจะไม่ถ่ายทอดให้ศิษย์จนหมด เพราะเจิงป้อด เป็นเจิงอันตราย สามารถฆ่าคนได้ด้วยมือเปล่า เป็นเจิงที่อันตรายจริงๆ ตัวอย่างเช่น นิ้วจิ้มลูกกระเดือก จิ้มตามเจิงสามารถทะลุได้เลย หรือจิ้มตา ตาบอดทะลักถลนได้ นี่เขาเรียกว่า “เจิงป้อด” สามารถฆ่าคนได้  ครูจึงไม่ถ่ายทอดให้ศิษย์ง่ายๆ โดยเฉพาะศิษย์ขี้โมโห ใจร้อน ครูเขากลัวว่า ศิษย์จะคิดมาล้างครู หรือคิดฆ่าครูทีหลัง     

.

ปัจจุบันสถานที่แสดงการฟ้อนเจิง

แต่เดิมเราสามารถพบเห็นการฟ้อนเจิงในงานประเพณีต่างๆ ของภาคเหนือ ซึ่งบรรดาผู้ฟ้อน (ชาย) ได้เดินทางมาพบปะกันในงานทำบุญ  ก็จะฟ้อนกันตามจังหวะกลองที่มีอยู่  หรือสามารถหาได้ในพื้นที่ เช่น กลองแซะ กลองปู่เจ่  กลองไชยมงคล  กลองสิ้งหม้อง  กลองก้นยาว  เป็น “ฟ้อนเจิง” มักจะฟ้อนในงาน “บวชลูกแก้ว” (บวชเณรน้อย) เป็นส่วนใหญ่ เพราะงานบวชลูกแก้ว มีแต่คนคุ้นเคยรู้จักกัน ชวนกันฟ้อนเจิงด้วยความสนุกสนาน (ฟ้อนเอาม่วน!)  ไม่มีเรื่องหมางใจกัน เพราะเป็นญาติๆ ของลูกแก้ว (เณรน้อย) ทั้งนั้น 

แต่งานอื่นๆ เช่น งานปอยหลวง  ฯลฯ ไม่ฟ้อนเจิงกัน เพราะต่างคนต่างมาจากหลายหมู่บ้าน ไม่รู้จักคุ้นเคยกัน ถ้าสะกิดกันออกมาฟ้อนเจิง คงจะต้องมีการชกกันหัวร้างข้างแตกกันบ้าง เพราะ “อวดเชิงกัน” หรือ “ข่มเชิงกัน”  น่าหมั่นไส้  ดังนั้น ฟ้อนเจิง  จึงมักฟ้อนในหมู่คนสนิทๆ และรู้จักกันเท่านั้น      การฟ้อนเจิงมือเปล่า        ผู้ฟ้อนจะเคลื่อนไหว ยกย้าย อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไปตามท่วงทำนองเพลงของกลอง  โดยแม่ท่าและลวดลายต่างๆ มาจากศิลปะการต่อสู้ เจิงดาบ เจิงหอก ฯลฯ ท่าร่ายรำจะถ่ายทอดกันมาจากบรรพบุรุษและครูผู้สอนที่แตกต่างกันไป แล้วแต่ความคิดและประสบการณ์ของครูแต่ละสำนัก

การแต่งกาย

การแต่งกายฟ้อนหอกก็เช่นเดียวกับฟ้อนดาบ คือ สมัยก่อนอาจใส่ชุดนักรบโบราณ แต่ปัจจุบันนี้มักแต่งกายเหมือน ๆ กัน คือ นุ่งกางเกงสะดอ และสวมเสื้อหม้อห้อมคาดด้วยผ้าขาวม้า

 

ดนตรีประกอบ

เครื่องประโคมสำหรับการฟ้อนหอก อาจใช้วงปี่พาทย์ล้านนา (เต่งถิ้ง) หรือวงกลองปูเจ่ สิ้งหม้อง สะบัดชัยตามแต่สะดวก การฟ้อนหอกปัจจุบันมีให้เห็นน้อยมาก ยิ่งการแสดงยิ่งหาดูได้ยาก นอกจากจะมีการฟ้อนในพิธีฟ้อนผี เช่นฟ้อนผีมต มีเม็ง ผีเจ้านาย เป็นต้น ศิลปะการฟ้อนหอกหากไม่รีบอนุรักษ์ไว้ อาจสูญหายไปในเวลาไม่ช้านี้

 

 

กระบวนท่าในคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง  ได้แก่

          ท่าที่ ๑ ย่ำขุมห้า เป็นท่าฝึกการวางเท้าตามตำแหน่งการเดินหรือการการเคลื่อนไหวตัวขณะฟ้อนเจิง เมื่อจำได้จนขึ้นใจแล้ว ขั้นตอนต่อไปของท่านี้คือการเดินแบบดีดหรือพับเท้าขึ้นตามตำแหน่งของขุมห้า เป็นการยืดหยุ่นกล้ามเนื้อช่วงต้นขา เข่า และข้อเท้า

ขั้นตอนที่ ๑ ยืนกางขาตามตำแหน่ง แล้วพร้อมก้าวเท้าขวาไปที่ขุมกลางแล้วดึงเท้าขวากลับตำแหน่งเดิม

ขั้นตอนที่ ๒ ก้าวเท้าซ้ายไปที่ขุมกลางแล้วเดินหน้าต่อใช้เท้าขวาเหยียบขุมต่อไปในมุมเฉียง พร้อมหมุนตัวกลับให้เท้าซ้ายกลับไปอยู่มุมอีกด้านหนึ่งในท่าหันหน้ากลับ และทำซ้ำแบบเดิมอีกครั้ง

ท่าที่ ๒  ท่าตบมะผาบสาย ๑๒ ครั้ง พร้อมย่างขุมห้า ท่านี้เป็นการออกกำลังกล้ามเนื้อ แขน ศอก ข้อมือ เอว หลัง ลงมาจนกระทั่งต้นขา เข่า และข้อเท้า

ขั้นตอนที่ ๑ ยืนตามตำแหน่งขุม ๕ แล้วเหยียดแขนตบมือไปข้างหน้า จากนั้นใช้มือซ้ายตบที่ชายโครงขวาพร้อมกับพับแขนขวาขึ้นมา ต่อมาใช้มือซ้าย ตบที่ใต้ศอกขวา และเลื่อนมือทั้งสองข้างลงมาใช้หลังมือขวาตบลงไปที่ฝ่ามือซ้าย

ขั้นตอนที่ ๒ เลื่อนมือทั้งสองข้างลงใช้หลังมือตบลงไปที่เข่าขวา พร้อมกับตบมือเหยียดแขนไปด้านหน้าอีกครั้ง จากนั้นใช้มือขวาตบที่อกขวา แล้วโน้มศอกขวามาตีกับหน้ามือซ้าย

ขั้นตอนที่ ๓ ใช้หลังมือขวาตบลงที่หน้าขาขวา และตามด้วยใช้หลังมือซ้ายตบลงไปที่หน้าขาซ้าย จากนั้นตบมือเหยียดแขนไปด้านหน้า และหลัง

ท่าที่ ๓ ท่าสางมือ ท่านี้คล้ายกับการแกว่งแขน เป็นการการยืดหยุ่นกล้ามเนื้อช่วงต้นแขนและข้อมือ เมื่อเดินไปพร้อมกับการย่างขุมก็จะสัมพันธ์กับส่วนอื่นๆตั้งแต่เอว หลัง ลงมาจนกระทั่งต้นขา เข่า และข้อเท้า

ขั้นตอนของท่าสางมือ คือการแกว่งแขนสลับกันไปมาให้สุดแขน โดยแขนที่ยกขึ้นให้หงายมือขึ้น แขนที่ลงให้คว่ำฝ่ามือลง พร้อมกับการย่างขุม 5 คือการก้าวหนึ่งจังหวะก็สลับแขนหนึ่งจังหวะเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ท่าที่ ๔ ท่าแทงมือไล่ศอก เป็นการออกกำลังข้อมือ ศอก ไหล่ และต้นแขน

นตอนของท่า แทงมือไล่ศอกคือการใช้มือข้างหนึ่งหงายมือแทงพุ่งไปด้านหน้าให้สุดแขน มืออีกข้างหนึ่งให้หงายมือเลาะใต้แขนจนถึงข้อศอกสลับกันไปและเดินให้สัมพันธ์กับจังหวะเท้า

ท่าที่ ๕ ท่าสางอก เป็นการออกกำลังต้นแขน ข้อมือ นิ้วมือ นอกจากนี้ท่าสาวไหมดังกล่าวยังช่วยในการหายใจและควบคุมลมหายใจ

ขั้นตอนของท่าสางอก คือการจีบมือเข้าหาหน้าอกทั้งสองข้างแล้วผายมือออกสลับมือทั้งสองข้างบนล่างไปเรื่อยๆและเดินให้สัมพันธ์กับจังหวะเท้า

 

 

ท่าที่  ๖  ท่าบิดบัวบาน เป็นการออกกำลังกายช่วงต้นแขนและข้อมือ

ขั้นตอนของท่าบิดบัวบาน เริ่มจากการใช้หลังข้อมือชนกันแล้วบิดม้วนเป็นจังหวะตามขั้นตอน และเดินให้สัมพันธ์กับจังหวะเท้า

 

ท่าที่ ๗ ท่ากาตากปีก เป็นการออกกำลังกายยืดหยุ่นกล้ามเนื้อช่วงแขน อก หลัง รวมถึงต้นขาและเข่า

ขั้นตอนของท่ากาตากปีก เริ่มจะการไขว้มือเป็นกากบาตรไว้ที่หน้าอกแล้วม้วนมือทั้งสองข้างเข้าหาอก จากนั้นม้วนมือออกไปให้วุดแขน แล้วเหวี่ยงแขนทั้งสองข้างให้เป็นวงกลมและกลับมากากบาตที่หน้าอกอีกครั้ง

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

นาฏศิลปเชียงใหม่,วิทยาลัย.  ฟ้อนเจิง.  เอกสารประกอบการนำเสนอผลงานทางวิชาการ

ในงานนิทรรศการและการแสดงศิลปวัฒนธรรมของสถานศึกษา ในสังกัดกรมศิลปากร ประจำปี ๒๕๔๔

ปาริชาติ  สุริยวงศ์.  ศิลปะการใช้อาวุธของชาวล้านนาไทย.  วิทยานิพนธ์ศิลปะ คณะนาฏศิลป์

และดุริยางค์  วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา  ประจำปี ๒๕๒๔.

สนั่น  ธรรมธิ. นาฏดุริยการล้านนา.  หนังสือชุดล้านนาคดี สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่     เชียงใหม่ : สุเทพการพิมพ์, ๒๕๕๐.

สนั่น  ธรรมธิ (บรรณาธิการ). ฟ้อนเชิง : อิทธิพลที่มีต่อฟ้อนล้านนา. เอกสารวิชาการชุด

ล้านนาคดีศึกษา  โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๓๗.

 

 

 

แหล่งอ้างอิง :

http://pantakarn99.blogspot.com/2016/07/blog-post_23.html

https://sites.google.com/site/ajanthus/fxn-ceing-laea-tb

https://board.postjung.com/566378

http://nrisara6.blogspot.com/2012/09/blog-post_8297.html

http://pantakarn99.blogspot.com/2016/07/blog-post_23.html

http://somphopphenchan.blogspot.com/2012/04/blog-post_1450.html

https://www.dek-d.com/board/view/791406/






Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *